by sarun trk
การสั่งของมาเติมเข้าคลังสินค้าผิดจังหวะ คือฝันร้ายของคนทำธุรกิจนำเข้า สั่งเร็วไปก็จมทุน สั่งช้าไปก็ของขาด เสียลูกค้า เสียยอดขาย ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการคำนวณ Lead Time การนำเข้า ให้แม่นยำ โดยอิงจากยอดขายจริงครับ หลายคนเข้าใจผิดว่า Lead Time นับแค่เวลาขนส่งนำเข้าเท่านั้น แต่จริงๆแล้วคือระยะเวลาทั้งหมดนับตั้งแต่วันที่ออกใบสั่งซื้อ (PO) ให้โรงงาน สินค้าเข้าโกดังเตรียมส่ง ครอบคลุมเวลาผลิต เวลาขนส่งระหว่างประเทศ พิธีการศุลกากร และการขนส่งในประเทศ (โดยทั่วไปการนำเข้าจากจีนทางเรือใช้เวลา 18-20 วัน ทางรถ 5-10 วัน) จนกระทั่งสินค้ามาถึงคลังและพร้อมขาย
Moving Average หรือ ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ คือวิธีการคำนวณค่าเฉลี่ยของข้อมูลย้อนหลังตามช่วงเวลาที่กำหนด โดยจะเลื่อนช่วงเวลาไปเรื่อยๆ เมื่อมีข้อมูลใหม่เข้ามา วิธีนี้ช่วยลดความผันผวนของข้อมูลในแต่ละวัน ทำให้เห็นแนวโน้มยอดขายที่แท้จริง และคาดการณ์ได้แม่นยำ ชีวิตมีความแน่นอนมากขึ้น555+
แล้วทำไม Moving Average เหมาะกับการคำนวณ Lead Time ก็เพราะยอดขายของธุรกิจส่วนใหญ่ไม่คงที่ บางวันขายดี บางวันเงียบ ถ้าใช้ยอดขายวันเดียวมาคำนวณสต๊อก จะเกิดความคลาดเคลื่อนสูง Moving Average จะช่วยเฉลี่ยยอดขายในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น 7 วัน 14 วัน หรือ 30 วัน ทำให้ได้ตัวเลขที่สะท้อนความเป็นจริง และสามารถนำไปคูณกับจำนวนวัน Lead Time เพื่อหาปริมาณสินค้าที่ต้องสั่งได้อย่างแม่นยำ
สูตรหลักที่ใช้มี 3 Step หลักๆ คือ การหาค่าเฉลี่ยยอดขายต่อวัน การคำนวณปริมาณสินค้าที่ต้องสำรองช่วง Lead Time และการหาจุดสั่งซื้อ (Reorder Point) ที่จะบอกว่าเมื่อสต๊อกเหลือเท่าไหร่ต้องสั่งของใหม่
มาเริ่มกันเลยครับ...
Step ที่ 1: Moving Average ยอดขายต่อวัน
Moving Average = ยอดขายรวม N วันย้อนหลัง ÷ N วัน
Step ที่ 2: ปริมาณสินค้าที่ต้องใช้ช่วง Lead Time
Lead Time Demand = Moving Average ยอดขายต่อวัน × จำนวนวัน Lead Time
Step ที่ 3: จุดสั่งซื้อ (Reorder Point)
Reorder Point = Lead Time Demand + Safety Stock
ตัวอย่างการคำนวณจริง ทีละขั้นตอน
สมมติว่าคุณขายสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้านำเข้าจากจีน มียอดขายย้อนหลัง 30 วันที่ผ่านมารวม 900 ชิ้น Lead Time จากวันสั่งถึงวันของเข้าคลังคือ 40 วัน และต้องการเผื่อ Safety Stock 20%
step ที่ 1: คำนวณ Moving Average ยอดขายต่อวัน
นำยอดขายรวม 30 วัน มาหารด้วย 30
Moving Average = 900 ÷ 30 = 30 ชิ้น/วัน
step ที่ 2: คำนวณ Lead Time Demand
นำยอดขายเฉลี่ยต่อวันคูณด้วยจำนวนวัน Lead Time
Lead Time Demand = 30 × 40 = 1,200 ชิ้น
แปลว่าช่วงที่รอของมาส่ง คุณต้องมีสินค้าในคลังอย่างน้อย 1,200 ชิ้น เพื่อขายในระหว่างที่รอ
step ที่ 3: คำนวณ Safety Stock และ Reorder Point
Safety Stock 20% ของ Lead Time Demand
Safety Stock = 1,200 × 20% = 240 ชิ้น Reorder Point = 1,200 + 240 = 1,440 ชิ้น
สรุป: เมื่อสต๊อกในคลังเหลือ 1,440 ชิ้น คุณต้องออก PO สั่งของใหม่ทันที เพื่อให้ของใหม่มาถึงก่อนสต๊อกหมด
| ประเภท Moving Average | เหมาะกับธุรกิจ | ข้อควรระวัง | |
|---|---|---|---|
| 7 วัน | สินค้าหมุนเร็ว ยอดขายผันผวนรายสัปดาห์ | ไวต่อยอดผิดปกติ เช่น โปรโมชั่น | |
| 14 วัน | สินค้าทั่วไป ยอดขายค่อนข้างสม่ำเสมอ | อาจตามเทรนด์ไม่ทันช่วงเปลี่ยนฤดูกาล | |
| 30 วัน | สินค้าขายช้า หรือมูลค่าสูง | ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงช้า (ของมาถึงเทรนด์อาจจะเปลี่ยน) | |
| 90 วัน | สินค้าที่ได้รับผลจากฤดูกาล | ไม่เหมาะกับสินค้าหมุนเร็ว สินค้าในกระแสต่างๆ |
การคำนวณพื้นฐานอาจยังไม่พอสำหรับธุรกิจจริง เพราะมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้หลายอย่าง ต่อไปนี้คือเทคนิคที่ช่วยให้การคำนวณแม่นยำขึ้น
หลายคนคำนวณ Lead Time แล้วยังมีปัญหาของขาดหรือสต๊อกล้น สาเหตุมักมาจากความเข้าใจผิดเหล่านี้ ลองเช็กว่าคุณทำพลาดข้อไหนอยู่หรือไม่
1.นับแค่เวลาขนส่ง ลืมเวลาผลิต หลายคนคิดว่า Lead Time คือเวลา-นส่งอย่างเดียว แต่จริงๆ ต้องรวมเวลาผลิตและขบวนการที่คลังสินค้าก่อนส่งออกด้วย
2.ไม่เผื่อ Safety Stock ยอดขายจริงมักผันผวน ถ้าไม่มี Buffer เมื่อขายดีกว่าคาด ของจะขาดทันที
3.ใช้ข้อมูลยอดขายน้อยเกินไป ข้อมูล 3-7 วันไม่พอสำหรับคำนวณ ควรใช้อย่างน้อย 30 วัน
4.ไม่อัปเดตสูตรตามสถานการณ์ Lead Time เปลี่ยนตามฤดูกาล ตรุษจีน หรือวิกฤตโลจิสติกส์ ผมแนะนำว่าควรทบทวนกันทุก 2-3 เดือนจะดีมากครับ
5.ไม่แยกคำนวณตามซัพพลายเออร์ ซัพพลายเออร์แต่ละเจ้า Lead Time ไม่เท่ากัน ต้องแยกคำนวณอย่าเอามาคิดรวมกันเด็ดขาดเลยครับ
การคำนวณ Lead Time การนำเข้าด้วย Moving Average คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจนำเข้าสั่งของได้ตรงเวลา ไม่ขาดสต๊อก และไม่จมทุน หัวใจของสูตรนี้คือการนำยอดขายเฉลี่ยต่อวันคูณกับจำนวนวัน Lead Time แล้วบวกด้วย Safety Stock เพื่อให้ได้ Reorder Point ที่แม่นยำ
สิ่งสำคัญคือต้องเลือกช่วง Moving Average ให้เหมาะกับลักษณะธุรกิจ แยกคำนวณตาม SKU และซัพพลายเออร์ รวมถึงทบทวนเวลาโดยรวมเป็นประจำเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน หากทำได้ครบ คุณจะบริหารสต๊อกได้อย่างมืออาชีพ ลดต้นทุนการจัดเก็บ และไม่ต้องลุ้นเรื่องของมาไม่ทันโดนลูกค้ายกเลิกออเดอร์
ยังไงลองไปปรับใช้กันดูนะครับ^^
> เข้าสู่ระบบ / เปิดบัญชี ผู้นำเข้า
ปรึกษาการสั่งสินค้าหรือนำเข้าพิ่มเติมที่ LINE: @shipify
หรือโทร 02-026-6426